
มหันตภัยที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และจะทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต เริ่มปรากฏให้เห็นรางๆ แล้วว่าถ้าเราไม่รีบลงมืออะไร โลกเราจะต้องแปรสภาพด้วยน้ำมือมนุษย์ที่ทำให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง สิ่งที่บอก คือ “พวกเราไม่มีเวลาเหลือแล้วจริงๆ”
การลดภาวะโลกร้อนเป็นสิ่งที่ทุกคนพร้อมใจช่วยกันทำ โดยการ “ปลูกต้นไม้, ใช้ถุงผ้า, เปิดแอร์ ๒๕ องศา, ปิดไฟ, ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า…” คำพูดซ้ำๆที่ฟังดูสวยหรูในการรักษาสิ่งแวดล้อม ถึงเวลาแล้ว เราควรมองข้ามคำสวยหรูเพื่อให้เห็นคุณค่าที่แท้ เพราะฉะนั้น “เราจึงต้องสร้างตัวตนที่แตกต่างเพื่อมองเห็นความหลากหลายในการใช้ชีวิตและย้อนกลับหาความเป็นจริงและตัวตนที่เราสร้างให้อนาคต”
งานGreen Fair’10 เป็นงานวิถีสีเขียวเพื่อขับเคลื่อนความหลากหลายเพื่อสมดุลโลกสู่ความเป็นจริงและยั่งยืน โดยพยายามจะแปรสภาพสังคมให้หันมาให้ความเคารพคุณค่าของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผลักดันให้ตระหนักรู้ถึงวิถีชีวิตที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก แสดงให้เห็นถึงควาหลากหลายในด้านต่างๆ เช่น ชีวภาพ วัฒนธรรมและวิถีชีวิต ที่มีส่วนช่วยให้เกิดภาวะสมดุลของโลก
ภายในงานยังได้สร้างความรู้ ความเข้าใจในมิติที่ลึกกว่าการอิงอาศัยธรรมชาติ คือมิติทางด้านจิตวิญญาณและวัฒนธรรม เช่น วิถีการกิน การอยู่ โดยมีผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์, สินค้าและหัตกรรมชุมชนให้เลือกสรรกว่า 3,000 รายการ เพื่อมุ่งเน้นให้ตระหนักในวิถีการกินที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
การปลูกจิตสำนึกใหม่ด้านพลังงานโดยผ่าน… นิทรรศการด้านการปฏิวัติเพื่อวิถีสีเขียว (7SEVEN GREEN REVOLUTION), ตลาดชุมชนและวัฒนธรรมแต่ละภูมิภาค, นิทรรศการด้านเมล็ดพันธุ์,กาดโบราณ,ร้านกรีนต้นแบบ,การปลูกข้าวในเมือง เพื่อให้การอยู่ การคิด และการใช้ชีวิตที่มีคุณค่า พร้อมเสวนาในหัวข้อ”วิถีสีเขียว- ความหลากหลายเพื่อสมดุลโลก” และ “การเห็นความสุขในวิถีเรียบง่าย”
เชื่อมโยงกายและใจด้วยการเพิ่มความสุนทรีย์ในการรับฟังดนตรีสร้างโลกกับนักดนตรีสีเขียวสร้างสุข พร้อมกิจกรรมจรรโลงใจมากมาย การแสดงภาพวาดสีน้ำ เวทีพื้นบ้าน กิจกรรมDIY และลานศิลปะเพื่อเยาวชนและครอบครัว
ร่วมเปิดพื้นที่รับรู้ความหลากหลายเพื่อรักษาความสมดุลให้โลกของเรา ในวันที่ 16-19 ธันวาคม 2553 ณ อุทยานเบญจสิริ,สุขุมวิท24 สอบถามเพิ่มเติมที่ 02-622-0955,02-622-2495-6 หรือ www.greenfair.in.th
“สินค้าเกษตรอินทรีย์- ธุรกิจคุณธรรมที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 2 พันล้าน”
ธุรกิจม้ามืดที่ทำให้โลกทั้งใบสว่างสดใส คือ สินค้า“เกษตรอินทรีย์” หรือ “เกษตรธรรมชาติ”เป็นวิถีสีเขียวที่ทำการเกษตรใช้แนวทางตามธรรมชาติและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมโดยมีมาตรฐานรับรองแบบสากลในปี 2537 ซึ่งในช่วง 2-3 ปี ได้มีการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่องถึงประมาณปีละ10 เปอร์เซ็นต์
สินค้าเกษตรอินทรีย์มีปัจจัยที่ทำให้เติบโตขึ้นได้อย่างยั่งยืนเนื่องจากสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ทำให้คนหันมาใส่ใจในเรื่องของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น คิดถึงสิ่งรอบตัวมากขึ้น และอีกเหตุผลสำคัญคือผู้บริโภคเริ่มหันมาสนใจเรื่องสุขภาพ เลือกในสิ่งที่ตนเองบริโภคมากขึ้น ผู้บริโภคเริ่มเปิดกว้างในการับข้อมูลข่าวสาร เข้าใจว่าทำไมต้องจ่ายแพงกว่า อีกทั้งกระแสอินทรีย์ยังเป็นกระแสโลกโดยความต้องการของตลาดต่างประเทศมีสูงมา โดยเฉพาะตลาดอเมริกา แม้ว่าจะมีการผลิตในประเทศแต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการบริโภค ตลาดที่สำคัญของไทยก็จะมีอเมริกากับยุโรป การส่งออกจะต้องใช้มาตรฐาน แต่ละประเทศหรือกลุ่มประเทศก็จะใช้มาตรฐานแตกต่างกัน และส่วนใหญ่กลุ่มธุรกิจที่ทำเกษตรอินทรีย์จะเน้นการส่งออกมากกว่าการขายในประเทศ
Continue Reading

งาน Green Fair’09 คือ มหกรรมการขับเคลื่อนวิถีสีเขียวสู่พื้นที่สาธารณะ เป็นเวทีของทุกคนเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในวิถีที่เป็นจริงและยั่งยืน
ภายในงานมีการแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้เลือกสรรกว่า 3,000 รายการ สินค้าชุมชนเกษตรกร 5 ภาค พร้อมนิทรรศการ “สีเขียวของคนเมือง กาย ใจ จิตวิญญาณ”
ลิ้มรสเมนูอาหาร ทั้งคาวหวาน พร้อมเครื่องดื่มที่เป็นประโยชน์และปลอดสารพิษ ร่วมรับฟังเสวนา และค้นหาการเป็นมิตรกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
รับฟังดนตรีสร้างโลกกับนักดนตรีสีเขียวสร้างสุข เช่น Play Ground, Hope Family, ดนตรียิ้มละไม พร้อมกิจกรรมจรรโลงใจมากมาย การแสดงภาพวาดสีน้ำ และลานศิลปะเพื่อเยาวชนและครอบครัว
ร่วมเปิดพื้นที่เพื่อความสุขทั้งกาย ใจ และโลกของเรา ในวันที่ 10-13 ธันวาคม 2552 ณ อุทยานเบญจสิริ สอบถามเพิ่มเติมที่ 02-622-0955

งานแสดงผลิตภัณฑ์อินทรีย์และผลผลิตตลาดสีเขียวชุมชนครั้งที่ ๓
Green Fair’ 09 ระหว่างวันที่ ๑๐ – ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๒ ณ อุทยานเบญจสิริ
คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (กลาง) เป็นประธานการจัดงานแสดงผลิตภัณฑ์อินทรีย์และผลผลิตตลาดสีเขียวชุมชนครั้งที่3 (Green Fair’09) ระหว่าง 10 – 13 ธันวาคม 2552 ณ อุทยานเบญจสิริ โดยมีคุณวัลลภา แวนวิลเลียนส์วาร์ด ประธานเครือข่ายตลาดสีเขียว (ขวา) และคุณพวงทอง เจริญไพโรจน์วงศ์ ผู้จัดการโครงการฯ (ซ้าย) ร่วมดำเนินงานเพื่อเผลักดันให้เป็นเศรษฐกิจคุณธรรม
ประเทศไทยของเรามีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทั้งพืชผัก ผลไม้ สมุนไพรต่างๆ รวมถึงต้นไม้และสัตว์น้อยใหญ่ ที่เกื้อหนุนระบบนิเวศน์ให้มีความสมดุล ก่อให้เกิดเป็นความอุดมสมบูรณ์ แต่ในปัจจุบันวิถีชีวิตในสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้การพึ่งพาอาศัยกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติลดน้อยลง ความเจริญเหล่านี้ได้ส่งผลต่อการเบียดเบียน และการทำลายทรัพยากรทั้งทางตรงและทางอ้อม ทำให้สังคมไทยขาดความเชื่อมโยงกับระบบนิเวศน์ท้องถิ่นโดยสิ้นเชิง ซึ่งแท้จริงแล้วคนเรายังต้องอาศัยธรรมชาติ และต้องมีชีวิตที่สอดคล้องกับการหมุนเวียนเปลี่ยนตามวัฏจักร ของดิน น้ำ อากาศ และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เราจึงต้องหาวิถีดูแลความอยู่รอดในระบบนิเวศน์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืนและมั่นคง จึงก่อเกิดเป็นวิถีสีเขียว ซึ่งมีแนวคิดมาจากการเกษตรแบบธรรมชาติหรือเกษตรอินทรีย์
Continue Reading